วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2558

การประชุมโลกร้อน CROP-21 กับปัญหาที่ประชาคมโลกต้องเชิญหน้า



ผู้นำกว่า 140 ประเทศทั่วโลก ได้เดินทางไปร่วมประชุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้กรอบสนธิสัญญาสหประชาชาติครั้งที่ 21 หรือ COP-21 ที่กรุงปารีสแล้ว เพื่อรับมือกับโลกร้อนหลังปี 2020 ท่ามกลางปัญหาที่ยังต้องเร่งแก้ไขหลากหลายประการ
หลังจากที่ชาวปารีสเพิ่งประสบเหตุโจมตีของกลุ่มก่อการร้ายที่โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้นำกว่า 140 ประเทศทั่วโลก ก็แสดงพลังความเป็นหนึ่งเดียวด้วยการเดินทางไปร่วมประชุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้กรอบสินธิสัญญาสหประชาชาติครั้งที่ 21 หรือ COP-21 ที่กรุงปารีส ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 พ.ย.-11 ธ.ค. ท่ามกลางความหวังที่จะบรรลุเป้าหมายในการรับมือกับสภาพภูมิอากาศโลกให้ได้หลังปี 2020 ทางการฝรั่งเศส ได้ประกาศห้ามเดินรณรงค์ในกรุงปารีส หลังเกิดเหตุโจมตี ก็ทำให้ผู้ชุมนุมที่ต้องการเดินขบวนรณรงค์ต่อต้านโลกร้อนกว่า 10,000 คน ต้องเปลี่ยนมาใช้การรวมตัวเป็นห่วงโซ่มนุษย์แสดงสัญลักษณ์ของความร่วมมือ ด้วยการจับมือและยืนเรียงรายไปตามถนนในกรุงปารีส รวมทั้งมีการนำรองเท้าไปวางที่ลานจตุรัส “ปลาซ เดอ ลา รีพับลิก” เพื่อเป็นตัวแทนของการเดินขบวนครั้งใหญ่อีกด้วย
คณะผู้จัดงานบอกว่า การร่วมวางรองเท้าแสดงให้เห็นถึงการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน และยังเป็นการส่งสัญญาณอันแข็งแกร่ง ก่อนการประชุมสภาพอากาศของสหประชาชาติเริ่มขึ้นในฝรั่งเศส
สำหรับ การประชุม COP-21 ซึ่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็น เป็นเจ้าภาพ มีผู้แทนจากกว่า 190 ชาติเข้าร่วม ซึ่งในจำนวนนี้เป็นประมุขและผู้นำรัฐบาลจาก 147 ชาติ โดยจะมีผู้ร่วมการหารือในเวทีการประชุมกรุงปารีสทั้งหมดราว 4 หมื่นคน ในระหว่างการประชุม ที่ดำเนินเป็นเวลา 11 วัน
วัตถุประสงค์ของการประชุมก็เพื่อร่างข้อตกลงร่วมกันในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน หรือก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นตัวการทำให้โลกร้อน โดยยูเอ็นมีการตั้งเป้าหมายลดอุณหภูมิโลกลง 2 องศาเซลเซียส โดยรัฐบาลชาติต่างๆ จะได้มีการเสนอแผนแห่งชาติในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในระหว่างปี 2020-2030 ต่อที่ประชุม
ทั้งนี้ มีการตั้งเป้าหมายดังกล่าว หลังจากคณะนักวิทยาศาสตร์ของยูเอ็นระบุว่า หากไม่มีการลงมือแก้ไขปัญหาแล้ว อุณหภูมิโลกที่พื้นผิวโดยเฉลี่ยจะเพิ่มสูงอีกราว 4.8 องศาเซลเซียสภายในปี 2100 หรืออีก 85 ปีข้างหน้า ซึ่งสูงกว่าอุณหภูมิโลกก่อนยุคอุตสาหกรรม อุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นนี้จะทำให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรงมากขึ้น และทำให้น้ำทะเลเพิ่มระดับสูง
ด้านนักวิเคราะห์คาดว่า มีโอกาสที่จะเกิดข้อตกลงลดโลกร้อนฉบับใหม่ ที่รอคอยกันมานานในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ หลังจากเกิดเหตุก่อการร้ายในกรุงปารีส ซึ่งกระตุ้นให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีในหมู่ชาติสมาชิกยูเอ็น ระหว่างชาติที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนมากที่สุด เช่น สหรัฐอเมริกา จีน กับชาติที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนน้อยที่สุดในทวีปแอฟริกา
อย่างไรก็ตาม ก่อนการประชุม COP-21 จะเริ่มขึ้น ที่ประชุมประเทศสมาชิกเครือจักรภพในมอลตา ก็ได้มีคำเตือนถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติอันน่าสะพรึงกลัว หากการประชุมที่กรุงปารีส ยังไม่สามารถมีข้อตกลงร่วมกันได้
ประเทศสมาชิกเครือจักรภพจำนวน 53 ประเทศนั้น มากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นประเทศด้อยพัฒนาหรือประเทศเกาะเล็กที่กำลังพัฒนา จึงมีความกังวลอย่างยิ่งต่อภัยการคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ประเทศหมู่เกาะต่างๆ ที่เป็นพื้นที่ราบต่ำ ทั้งในแคริบเบียนและแปซิฟิก จึงได้ออกมาเรียกร้องให้มีจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อควบคุมอุณหภูมิโลกและระดับน้ำทะเลไม่ให้สูงขึ้น เช่นเดียวกับนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ก็ออกมาเรียกร้องให้โลกดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อรักษาระดับอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสตามเป้าหมาย โดยขอให้หาทางออกอย่างประนีประนอม ขณะที่นายโจเซฟ มัสกัต นายกรัฐมนตรีมอลตา ซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุมกล่าวด้วยความเชื่อมั่นว่า การประชุมที่ฝรั่งเศสจะประสบความสำเร็จ
ขณะเดียวกัน ทางด้านประเทศจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด ก็ได้ประกาศ “รายงานประจำปี 2015 เกี่ยวกับนโยบายและปฏิบัติการของจีนในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า ในการประชุม COP-21 ที่กำลังจะมีขึ้นนี้ จีนยินดีที่จะปฏิบัติตามหลักการ “รับผิดชอบด้วยกันตามความสามารถที่แตกต่างกัน” เป็นหลักการเที่ยงธรรม และหลักการปฏิบัติตามความสามารถของตน เพื่อร่วมกันประกันให้ที่ประชุมบรรลุข้อตกลงตามเวลากำหนด
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่าในขณะที่ทั่วโลกต่างเร่งรับมือกับการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหลังปี 2020 หลายฝ่ายจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาที่อาจเป็นอุปสรรคอย่างน้อย 3 ประการคือ
1.เงินทุน ตามข้อตกลง ประเทศพัฒนาแล้วควรให้เงินทุน 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างปี 2010-2012 และในช่วงระหว่างปี 2013-2020 ให้ทุน 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพื่อช่วยประเทศกำลังพัฒนารับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ แต่ “กองทุนสภาพภูมิอากาศสีเขียว” ได้รับเงินทุนเพียง 9,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจนถึงช่วงการประชุมมาลีเมื่อปีที่แล้ว ได้เงินทุนเพียง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
2.ตั้งเป้าหมายระยะยาว การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะในที่ประชุมจะต้องผ่านข้อตกลงระหว่างประเทศ เพื่อควบคุมไม่ให้อุณหภูมิทั่วโลกสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส แต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ สำนักเลขานุการ “กรอบสนธิสัญญา ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ” เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า เมื่อพิจารณาจากข้อมูลเกี่ยวกับคุณูปการด้านสภาพภูมิอากาศหลังปี 2020 ที่ประเทศต่างๆ ยื่นขึ้นก่อนการประชุมปารีสแสดงว่า ประชาคมโลกจะไม่สามารถบรรลุซึ่งเป้าหมายการควบคุมไม่ให้อุณหภูมิสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสได้
3.ฐานะทางกฎหมายของข้อตกลง สหรัฐ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในประเทศที่ก่อมลพิษมากที่สุด มีความเห็นมาโดยตลอดว่า จะไม่กำหนดในสนธิสัญญาระหว่างประเทศในเชิงกฎหมายว่า ในปี 2025 จะลดการปล่อยคาร์บอนประมาณ 26%-28% เมื่อเทียบกับปี 2005
ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ที่ประชุมจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้อย่างเป็นรูปธรรมได้แค่ไหน เพราะอย่างที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐบอกในวันแรกของการประชุมว่า การประชุมครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพื่อช่วยให้เราสามารถควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกินไป เพราะผู้คนทั่วโลกกำลังจับจ้องการประชุมครั้งนี้อยู่นั่นเอง



ที่มา http://www.naewna.com/inter/191729

วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ฟินแลนด์รื้อระบบการเรียนการสอนใหม่จาก “รายวิชา” เป็น “หัวข้อ”

ฟินแลนด์รื้อระบบการเรียนการสอนใหม่จาก “รายวิชา” เป็น “หัวข้อ”

ประเทศฟินแลนด์ หนึ่งในผู้นำการศึกษาของโลก ได้เริ่มดำเนินการการปรับปรุงรากฐานทางการศึกษาสำหรับการศึกษาสมัยใหม่นี้ ก่อนปี 2020 ประเทศฟินแลนด์วางแผนว่าจะยกเลิกการสอนแบบรายวิชาเช่น วิชาคณิตศาสตร์ วิชาเคมี วิชาฟิสิกส์ และสอนนักเรียนด้วย ‘หัวข้อ’ ที่กว้างๆ แทน เพื่อที่จะไม่ให้เกิดคำถามที่ว่า “จะเรียนวิชานี้ไปทำไม?”

ฟินแลนด์รื้อระบบการเรียนการสอนใหม่จาก “รายวิชา” เป็น “หัวข้อ”

ฟินแลนด์รื้อระบบการเรียนการสอนใหม่จาก “รายวิชา” เป็น “หัวข้อ”

การเรียนด้วย ‘หัวข้อ’ มันหมายความว่ายังไงกันแน่? นายริชาร์ด การ์นเนอ (Richard Garnner) ผู้สื่อข่าวได้รายงานกับ The Independent ว่า อาจจะสามารถยกตัวอย่างได้ดังนี้แทนที่จะมีคาบเรียนหนึ่งชั่วโมงกับภูมิศาสตร์ แล้วต่อด้วยอีกชั่วโมงกับวิชาประวัติศาสตร์ นักเรียนจะได้ใช้เวลาสองชั่วโมงกับการเรียนเกี่ยวกับ สหภาพยุโรป ซึ่งครอบคลุมการเรียนเกี่ยวกับภาษา เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ หรือนักเรียนซึ่งลงเรียนวิชาสายอาชีวะก็อาจจะลงเรียน ‘การบริการอาหาร’ ซึ่งมีการเรียนคณิตศาสตร์ ภาษา และทักษะด้านการสื่อสาร ดังนั้นถึงแม้ว่านักเรียนจะยังคงได้เรียนทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ พวกเขาจะได้เรียนรู้มันในทางที่สามารถนำไปประยุกต์ปฎิบัติจริงมากกว่า ซึ่งก็ดูเหมือนจะดีกว่าวิธีเดิมๆ

พาสิ สีแลนเดอร์ (Pasi Silander) ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาเมืองเฮลซิงกิกล่าวว่า “สิ่งที่พวกเราต้องการตอนนี้ก็คือ การศึกษาในรูปแบบใหม่ ซึ่งจะเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตในวัยทำงาน เด็กรุ่นใหม่ใช้คอมพิวเตอร์ที่ทันสมัย ในขณะที่ในอดีตนั้นธนาคารมีพนักงานเสมียนมากมายแต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นพวกเราจะต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบการศึกษาเช่นกันเพื่อให้จำเป็นต่ออุตสาหกรรมและสังคมสมัยใหม่”

ระบบใหม่นี้สนับสนุนการเรียนในรูปแบบที่แตกต่างเช่น การแก้ปัญหาแบบมีการสนทนาตอบโต้กัน (interactive problem solving) และการร่วมมือทำงานกันระหว่างกลุ่มเล็กๆ เพื่อที่จะพัฒนาทักษะทางสายอาชีพ มาร์โจ คิลโลเนน (Marjo Kyllonen) ผู้จัดการฝ่ายการศึกษาเมืองเฮลซิงกิผู้ซึ่งเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้กล่าวว่า “เรามีความต้องการการทบทวนใหม่ของการศึกษา และการออกแบบระบบการศึกษาใหม่ เพื่อที่จะเตรียมพร้อมเด็กๆ สำหรับอนาคตด้วยทักษะซึ่งจำเป็นสำหรับปัจจุบันและอนาคต”

เธอยังเสริมอีกว่า “มีหลายโรงเรียนซึ่งสอนในรูปแบบที่ล้าสมัยอยู่ซึ่งเคยได้ใช้ได้ดีในช่วงเริ่มต้นของปี 1900 แต่สำหรับศัตวรรษที่ 21 นี้ ความต้องการมันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และเราก็ต้องการสิ่งใหม่ที่เหมาะสมกว่า”

การสอนแบบรายวิชาได้กำลังถูกยกเลิกสำหรับเด็กอายุ 16 ปี ในเมืองหลวงอย่างเฮลซิงกิเมื่อสองปีที่ผ่านมา และกว่า 70% ของโรงเรียนมัธยมศึกษาในเมืองต่างๆ ก็กำลังศึกษาและดำเนินการใช้รูปแบบการศึกษาใหม่นี้ ข้อมูลเริ่มต้นแสดงให้เห็นว่านักเรียนนั้นได้รับผลประโยชน์ ผลลัพธ์ของนักเรียนจำนวนหนึ่งได้พัฒนาขึ้นตั้งแต่ที่พวกเขาได้รับการเรียนในรูปแบบใหม่นี้ และงานวิจัยโดยคิลโลเนนซึ่งจะได้รับการตีพิมพ์ไม่นานในเดือนนี้ จะเสนอว่าระบบการศึกษานี้จะถูกนำไปใช้ทั่วประเทศฟินแลนด์ภายในปี 2020

และแน่นอน มันต้องมีปฏิกิริยาตอบโต้หรือคำวิจารณ์จากครู อาจารย์ซึ่งได้ใช้เวลากว่าทั้งชีวิตในสายอาชีพศึกษา และเชี่ยวชาญในรายวิชาที่ตนได้รับมอบหมายในการสอน แต่ระบบการศึกษาใหม่นี้เสนอให้อาจารย์ที่มีพื้นฐานความรู้ที่แตกต่างกันมาทำงานร่วมกันเพื่อที่จะก่อให้เกิดระบบการเรียนการสอนใน ‘หัวข้อ’ ใหม่ๆ และพวกเขาจะได้รับเงินเดือนเพิ่มสำหรับการนี้

ประเทศฟินแลนด์ได้เป็นประเทศที่ถือว่ามีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลกซึ่งเพื่อที่จะรักษาตำแหน่งอันทรงเกียรติของ PISA การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะสามารถช่วยได้อย่างดีทีเดียว

ที่มา postjung

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เปลี่ยนเรียนแลปแบบ Instruction lab สู่ Horizontal learning กรณีศึกษา Exceed camp 12


การสอนภาคปฏิบัติ ส่วนใหญ่ทำในรูปแบบ Instruction lab มีใบงาน สั่งให้นักเรียนทำตามลำดับ บอกขั้นตอนทุกอย่างในใบงาน การต่อเครื่องมือ การทดลอง การจดค่าผล และทำตามจนได้ผลลัพธ์ เหลือช่องให้นักเรียนเขียนสรุปผลการทดลอง
การสอนการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ก็เช่นกัน ทุกสถาบันมีห้องคอมอย่างดี มีเครื่องคอมให้ทุกคน เมื่อถึงเวลา ผู้เรียนเข้าห้องคอม ทำตามคำสั่ง ตามขั้นตอน มีใบงาน เช่น เรื่อง Loop ก็ให้ผู้เรียนทำตามทีละขั้น อาจเปิดให้เขียนอะไรอื่นเล็กน้อย กรอกผลลงในใบงาน เรียนตามใบงาน โดยไม่ต้องคิด ทำตามคำสั่ง(Instruction)อย่างเดียว เมื่อเรียนครบ จบเทอม ผู้เรียนเขียนโปรแกรมด้วยตนเองไม่ได้
การเรียนปฏิบัติการในประเทศไทย ฟิสิกส์ เคมี หรืออื่นๆ การทดลองเป็นแบบ Instruction lab คือ มีใบงาน สั่งให้ทำ และผู้เรียนทำตาม นักเรียนไม่ต้องคิดทำเอง ทำตามคำสั่ง
ลองดูตัวอย่างการสอนทำอาหารในโรงเรียน จะบอกลำดับ บอกสูตร บอกส่วนผสม ให้ทำตามขั้นตอน ตามคำสั่ง โดยไม่ต้องคิด จนได้อาหาร
ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มก ได้เปลี่ยนวิธีการเรียนภาคปฏิบัติ ในรูปการเรียนรู้ในแนวระดับ Horizontal learning เพราะมีประสบการในการจัดค่ายสมองแก้วมานาน โดยเปิดกว้างให้นิสิตเรียนรู้การเขียนโปรแกรมกันเองในรูปค่ายฝึกเขียนโปรแกรม มีรุ่นพี่ และพี่เลี้ยงกำกับ โดยใช้ชื่อค่ายว่า ค่ายทะลุฟ้า Exceed camp ปีนี้จัดเป็นปีที่ 12 จะจัดในวันที่ 29 กค – 4 สค รวม 7 วัน 6 คืน ที่ศูนย์ฝึกอบรมการเกษตร กำแพงแสน ผู้สนใจขอเข้าสังเกตการณ์ได้
สำหรับในปีนี้ ผมได้มีโอกาส นำเสนอโครงงานค่ายของภาควิชาต่อบริษัทอินเทล เพื่อขอการสนับสนุนชุดกาลิเลโอ จำนวน 40 ชุด มาใช้ในค่าย และติดต่อทางบริษัท Inex experiment ให้ช่วยในเรื่องชุด ภาคแสดงผล และ อุปกรณ์ เซนเซอร์ แบบต่าง ๆเพื่อใช่ในค่าย Exceed 12 ผมมีความคิดว่า ปีนี้ การฝึกการเขียนโปรแกรมของนิสิต น่าจะลงไปที่ฮาร์ดแวร์ด้วย เพื่อให้เห็นตัวอย่างจริง รูปธรรมมากขึ้น จึงใช้ หัวเรื่อง Internet of Things IOT Smart life-Smart work จึงนำเสนอและได้รับการตอบรับ นำชุด อินเทลกาลิเลโอไปใช้ โดยทาง Inex มาช่วยให้ข้อมูลอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ และอบรมพี่เลี้ยง ให้ข้อมูลและแนวทางที่ดี
การเรียนรู้ภาคปฏิบัติ ต้องเปิดกว้าง หลุดจากใบงาน ให้ผู้เรียน คิดเอง ทำเอง สร้างสรรค์ และฝึกการเรียนรู้ สร้างทักษะด้วยตนเอง สนุกกับการเรียนรู้ การเขียนโปรแกรมต้องทำด้วยตนเอง ผสมกับการสร้างทักษะอื่น การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกัน
นับเป็นตัวอย่างการปฏิรูปการเรียนรู้ จากห้องเรียนมาเป็นค่ายการเรียนรู้

โดย ยืน ภู่วรวรรณ

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

แคมเปญสะท้อนสังคม ยุคโซเชียล ที่บอกว่าแค่ภาพๆ เดียวก็อาจ ‘ฆ่า’ คนได้

 


UShot1
แคมเปญสะเทือนอารมณ์จาก UNICEF ชิลี ทำให้เราสะอึกกับวิถีชีวิตในยุคดิจิตอลในปัจจุบัน ยุคที่ไม่ว่าอะไรๆ ก็สามารถตกเป็นเหยื่อโซเชียล ได้อย่างง่ายดาย
แคมเปญ “One Shot”โดย UNICEF ชิลี นำเสนอเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในสังคมโซเชียลยุคนี้ ยุคที่เพียงแค่ช้อตเดียว ภาพเดียว แต่เมื่อถูกแชร์กระจายส่งต่อไปยังโลกโซเชียล ก็เหมือนกับอาชญากรรมที่ทำลายและซ้ำเติมเหยื่อผู้ถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทั้งนี้ ผลงานดังกล่าวยังได้รับรางวัล Gold Press and Outdoor งาน Lions Cannes 2015 สำหรับภาพทั้งสามที่ถูกนำเสนอ ได้แก่ Fatty, Nerd, และ Weak แสดงภาพของกลุ่มนักเรียนวัยรุ่นใช้สมาร์ทโฟนถ่ายภาพเพื่อนนักเรียน พร้อมกับข้อความที่ระบุว่า One shot is enough. Cyberbullying represents one of the main causes of depression and suicide among kids at school. If you have a smartphone, use it wisely. Don’t kill anyone’s self-esteem”
สรุปใจความได้ว่า ภาพช้อตเดียวก็เพียงพอแล้วที่จะเป็นสาเหตุกดดันให้ผู้ถูกถ่ายภาพต้องฆ่าตัวตายเพราะความอับอายในโรงเรียน ถ้าคุณมีสมาร์ทโฟนก็ควรใช้มันให้ฉลาดกว่านี้ อย่าฆ่าความมั่นใจของคนอื่นเลย
เป็นผลงานที่โดนใจและสะเทือนใจพร้อมกับ สร้างสรรค์โดย prolam y&r เอเจนซี่จากกรุงซันติเอโก ชิลี
UShot2UShot3
ที่มา http://theinspirationroom.com/daily/2015/unicef-one-shot-on-cyber-bullying/

วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

“มนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบให้อยู่ในห้องแอร์”

» “มนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบให้อยู่ในห้องแอร์
» บทสัมภาษณ์ : อาจารย์จุลพร นันทพานิช - เดินหารากเหง้า สถาปัตยกรรมสีเขียว 
» โดย สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ - นิตยสาร สารคดี
จุลพร นันทพานิชเกือบจะเรียนไม่จบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และเกือบจะตายด้วยไข้มาลาเรีย
แต่วันนี้เขาเป็นอาจารย์พิเศษของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
และได้รับการคัดเลือกให้เป็นอาจารย์ดีเด่นจากการสอนวิชาประยุกต์สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นให้แก่นักศึกษาระดับปริญญาตรี
ด้วยกระบวนการสอนและถ่ายทอดประสบการณ์อย่างคนรู้จริง จนผลงานของนักศึกษาโดดเด่นสร้างชื่อเสียงให้แก่คณะในระดับประเทศ

สารคดีชวนคุณผู้อ่านค้นหาความหมาย ลึกๆ” ของความ เขียว” ในสถาปัตยกรรมแห่งชีวิตของชายผู้นี้


----------------------------------
.  
Q1 : จริง ๆ แล้วสถาปัตยกรรมมีผลต่อมนุษย์อย่างไรบ้าง ?

การออกแบบสถาปัตยกรรมใด ๆ มีผลต่อจิตใจของมนุษย์ทั้งสิ้น
เมื่อมนุษย์เข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหน สภาพแวดล้อมนั้นก็จะส่งผลต่อความคิดจิตใจของมนุษย์ทันที
สถาปัตยกรรมที่ไม่ดีทำให้คนป่วยได้ แต่การออกแบบที่ดีจะทำให้คนไม่ป่วย เรียกว่าจิตวิทยาสภาพแวดล้อม
แต่สถาปนิกบ้านเรายังไม่ค่อยสนใจเรื่องนี้ ทั้งที่เป็นประเด็นสำคัญมาก
ทุกวันนี้ผมคิดว่าเราอยู่ในสถาปัตยกรรมที่ทำให้คนอ่อนแอลง
สังเกตเวลาผมพาลูกศิษย์ไปเดินขึ้นเขา ลูกศิษย์ไม่เคยเดินขึ้นเขาตามผมทัน ทั้งที่ผมอายุมากกว่าพ่อของเขาแล้ว
แสดงว่าเด็กรุ่นใหม่ไม่แข็งแรง อาจเพราะโตมากับร้านสะดวกซื้อ กินแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
ผมคิดว่าเราต้องตั้งข้อสังเกตแล้วว่าอะไรที่ทำให้คนรุ่นหลังอ่อนแอกว่าคนรุ่นก่อน ผมว่าเชื้อโรคก็ไม่ได้ต่างกัน แต่คนอ่อนแอลง เพราะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทำให้อ่อนแอ
ต้องกลับมาดูที่สถาปัตยกรรม
สถาปัตยกรรมเป็นตัวบ่งชี้ว่าคุณอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหน มันทำให้คนเป็นอย่างไรก็ได้

----------------------------------
Q2 : แล้วอะไรในสถาปัตยกรรมปัจจุบันที่ทำให้คนอ่อนแอลง ?

1

วัสดุ
เรื่องการใช้วัสดุมาก่อนเลย วัสดุแต่ละชนิดมีผลต่อสุขภาพแตกต่างกัน
ยกตัวอย่างว่าทำไมเราใส่เสื้อผ้าโพลีเอสเตอร์แล้วเรานอนไม่สบาย เพราะมันเกิดไฟฟ้าสถิตเหนี่ยวนำที่ผิวหนัง
แต่ถ้าเราใส่ผ้าฝ้าย เรานอนสบาย
หรือถ้าเราไปนอนบนเตียงที่เป็นโพลีเอสเตอร์ มันก็นอนไม่สบาย ไม่ใช่เพราะว่าร้อนนะ แต่เพราะมีไฟฟ้าสถิตเหนี่ยวนำ
เดี๋ยวนี้เขาพบแล้วว่าคนที่เป็นโรคมะเร็งในเม็ดเลือด ส่วนใหญ่บ้านอยู่ใกล้สายไฟฟ้าแรงสูงที่ส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมา
ถ้าบ้านเราอยู่ใกล้สายไฟฟ้าแรงสูง แล้วหลังคาบ้านหรือเสาบ้านใช้เหล็กก่อสร้าง เหล็กก็จะเหนี่ยวนำคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามาใกล้ตัวเรา
เบาะ ๆ ก็อาจอารมณ์ไม่ดี เข้าไปอยู่แล้วหงุดหงิด ถ้าหนักก็อาจเป็นมะเร็งในเม็ดเลือด
เพราะระบบที่เล็กที่สุดคือเซลล์ในร่างกายเราถูกคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ารบกวนจนรวนหมด

.
2

ห้องแอร์ - การระบายอากาศ

แล้วเราอยู่ในบ้านนอนห้องแอร์ทุกวัน วัสดุทุกอย่างในบ้านไม่ว่าจะเป็นเคสคอมพิวเตอร์ พลาสติก ไวนิล กระเบื้องยาง มันปล่อยสารเคมีออกมาในอากาศ

สีที่ใช้ทาบ้านอาจมีโลหะหนักอย่างแคดเมียมหรือโคบอลต์สูง สถาปนิกไทยก็ไม่รู้

ถ้าคนขายสีบอกปลอดภัยก็เชื่อแล้วแต่ไม่เคยตรวจสอบอย่างละเอียด บ้านที่ดีก็ควรเป็นบ้านที่ไม่ใช้วัสดุสังเคราะห์

ถ้าบ้านออกแบบการระบายอากาศไม่ดี หรืออยู่ในห้องที่อากาศไม่ถ่ายเทอย่างห้องแอร์ อยู่ไปนาน ๆ ก็กลายเป็นมะเร็งปอดได้

ส่วนบ้านใครรวยปูหินแกรนิต นี่ยิ่งหนัก

เพราะเขาพบว่าหินแกรนิตจะปล่อยเรดอน (radon – ก๊าซที่มีสารกัมมันตรังสี) ออกมา

ความจริงวัตถุเกือบทุกอย่างปล่อยเรดอนมากน้อยต่างกัน แต่หินแกรนิตมีเรดอนสูง ต่างประเทศตื่นตัวเรื่องนี้มาก ยุโรปเขาห้ามใช้หินแกรนิตมาตกแต่งบ้านแล้ว

ตัวอย่างที่อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ในดินมีเรดอนสูงมาก จนชาวบ้านกลายเป็นโรคมะเร็งปอดสูงติดอันดับของประเทศ

ชาวบ้านสร้างบ้านติดพื้นด้วย ทำให้สูดดมเรดอนง่าย ถ้าเป็นสมัยก่อนเราสร้างบ้านแบบยกพื้น โอกาสเป็นจะน้อยลง เพราะอากาศถ่ายเท

ใครรู้บ้างว่าเครื่องปรับอากาศของเราล้างแอร์กันครั้งสุดท้ายเมื่อไร มันมีเชื้อโรคอะไรต่าง ๆ อยู่ในนั้นเต็มไปหมด

เราคิดแต่ว่าเปิดปุ๊บขอให้มีไอเย็นออกมา แล้วมีระบบให้อากาศใหม่เข้ามาในห้องหรือเปล่า ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มี เพราะมักใช้พฤติกรรมของคนตอนเปิดปิดประตูเอาอากาศใหม่เข้ามาแทน
แต่ถ้าคิดถึงความปลอดภัย...

เราต้องออกแบบให้มีระบบนำอากาศใหม่เข้ามาไว้ก่อน ปัญหาคือเห็นว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก ก็เลยไม่มีใครทำกัน

ตึกอาคารทุกวันนี้ติดแอร์หมด คนก็ต้องทำงานอยู่ในสถาปัตยกรรมแบบนี้
เราคิดแต่อยู่ในห้องแอร์ แล้วใช้แอร์แบบประหยัดพลังงานที่สุด มันเป็นระบบปิดแบบตู้เย็นไฮเทค

แต่ภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์จะเป็นอย่างไร เราไม่ได้คิด มันมีโรคที่เกิดจากการอยู่ในอาคารติดแอร์ เรียกว่า SBS หรือ Sick Building Syndrome แล้ว

.
-------------
.

3

เหงื่อ

คิดดูว่าทำไมมนุษย์ต้องมีเหงื่อ

เหงื่อคือการระบายความร้อนและขับยูริกออกมาจากร่างกาย ถ้าเราอยู่ในห้องแอร์ ไม่มีเหงื่อ ยูริกจะไปไหน ก็ลงไปที่ตับไต

แล้วของเสียไม่ได้มียูริกอย่างเดียว มีอีกหลายอย่างที่ร่างกายต้องการขับออก

สภาพปรกติทุกวันเราจึงต้องมีเหงื่อซึม ๆ แต่คนกลับไม่ชอบเหงื่อ หนีไปอยู่ในห้องแอร์เพราะรู้สึกสบาย แต่พิษไปลงที่ตับไต ทำให้อวัยวะ ๒ อย่างนี้ต้องทำงานหนัก

เราจะพบว่าคนเป็นโรคมะเร็งตับกันมากขึ้น แม้จะไม่ใช่คนที่กินเหล้า

แล้วเรากินอาหารแบบฝรั่งที่มีแต่ไขมัน เหงื่อก็ไม่ออก นั่งอยู่ทั้งวัน เกิดปรากฏการณ์โรคช็อกโกแลตซีสต์กลายเป็นโรคประจำตัวของสาวออฟฟิซ

ผมเชื่อว่าร่างกายของเราคือ โฮโมเซเปียนส์ มันออกแบบมาให้อยู่กลางแจ้ง ไม่ได้ออกแบบมาให้นั่งอยู่ในออฟฟิซจนค่ำ

มันเลยเกิดอาการป่วยที่ไม่รู้สาเหตุเพราะเราบิดเบือนตัวเอง

สถาปนิกบ้านเรามัวแต่ติดกับการคิดเรื่องรูปทรงปรากฏของสถาปัตย์ แต่ไม่ได้มองเนื้อหาจริงๆ ว่าสถาปัตย์ทำงานอย่างไร

มันมีทั้งเรื่องของจิตวิทยาและเทคนิค ทำอย่างไรให้คนอยู่แล้วสบายที่สุด จะเปิดช่องรับลม หรือรับแสงแดดอย่างไร ไม่ได้คิด

คิดแต่ว่า...ติดแอร์แล้วปรับอุณหภูมิ ๒๕ องศาเซลเซียส อ้างว่าใช้แอร์ประหยัดไฟนะ

.
----------------------------------
.
Q3 : ทำไมสถาปนิกบ้านเราส่วนใหญ่คิดแต่เรื่องการออกแบบตึกให้สวยๆ ?

ผมเรียกว่าความเบาปัญญาของคนมีความรู้

สถาปนิกบ้านเราที่คิดฟอร์มเก๋ ๆ สวย ๆ ก็ลอกแบบมาจากฝรั่งที สิงคโปร์ที ดูจากคนอื่นมา แต่แก่นสารลึก ๆ ไม่มี

มันเริ่มจากการไม่อยากเป็นตัวเองก่อน เลยผลิตงานได้แค่นี้ คิดแต่เรื่องฟอร์มอย่างเดียว อยากจะเป็นเหมือนสถาปนิกดัง ๆ ในต่างประเทศให้ได้

ก็เลยคิดว่าทำอย่างไรให้ฟอร์มหวือหวาไว้ก่อน แต่สถาปนิกที่คิดหนทางอื่นก็มีไม่น้อยนะครับ

ในอังกฤษเดี๋ยวนี้ ใครทำฟอร์มหวือหวา เขาไม่สนใจแล้ว เขาสนใจว่างานออกแบบนี้เว้นที่ว่างให้กบเขียดมันเดินผ่าน มีระเบียงให้สัตว์อยู่หรือเปล่า

ใครคิดแบบนี้ คนอังกฤษจะทึ่งมาก น่าสนใจกว่า เขาหันไปเน้นเรื่องทางนิเวศวิทยาและสังคมกันแล้ว ไม่เห็นแก่นสารว่าต้องไปยึดถือเรื่องฟอร์ม

แต่สถาปนิกไทยบางคนตามไม่ทัน เพราะการเข้าถึงองค์ความรู้อาจมีอะไรบังตา อาจติดกับมายาคติบางอย่าง

อาจจะตั้งแต่การแต่งตัวใส่สูทผูกเนกไท ทั้งที่อากาศบ้านเราร้อนมากแต่ทำไมชอบใส่สูทสีดำกัน

.
----------------------------------
.
Q4 : พอได้เป็นอาจารย์แล้วมีวิธีสอนลูกศิษย์อย่างไร ?

สิ่งที่ผมออกแบบการสอนให้เด็กมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตอนนี้ คือสิ่งที่ผมอยากเรียนในสมัยก่อน

ทุกวันนี้สังคมยอมรับแล้วว่าไม่ต้องออกแบบคอมเพล็กซ์ก็ได้ เพราะจบไปจะมีสักกี่คนได้ทำคอมเพล็กซ์จริง ๆ

วิชาชีพสถาปัตย์ถูกตีความไปกว้างขึ้น งานชุมชน งานเชิงนิเวศวิทยา งานเชิงวัฒนธรรม พอผมจับประเด็นได้ก็รู้ว่าจะสอนอย่างไร เพราะผมทำงานจริงมาตลอด

ผมจะพาเด็กไปเดินป่า ไปดอยลังกา แม่โถ แม่เงา พาไปดูบรรยากาศ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นมาก เราจะอธิบายให้เขาฟัง เช่นเวลาเดินไปแล้วเราไปนั่งพักใต้ร่มไม้

ผมจะอธิบายว่าก่อนหน้านี้ร่มไม้ไม่ใช่สถาปัตยกรรม แต่พอคุณนั่งใต้ร่มไม้ ร่มไม้กลายเป็นสถาปัตยกรรมทันที

เพราะมนุษย์กำหนดความหมายใหม่ของพื้นที่ใต้ร่มไม้ พรมแดนระหว่างเด็กกับธรรมชาติจะเริ่มละลายจากการใช้ชีวิตกลางแจ้ง เรื่องของภายในกับภายนอกหายไป

ผมพยายามอธิบายให้เด็กเข้าใจ ให้เขาหลุดออกจากการแบ่งแยกว่าสถาปัตยกรรมต้องทำด้วยปูน ติดกระจก

ธรรมชาติเป็นสถาปัตยกรรม ถ้าเรากำหนดความหมายให้มัน และนี่เป็นสถาปัตยกรรมที่ยั่งยืน เพราะเราไม่ได้ไปเอาทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป

ผมจะให้เด็กลงพื้นที่ ให้มีประสบการณ์จริง ๆ เด็กจะได้เห็นอะไรหลายอย่าง เห็นว่ากะเหรี่ยงอยู่อย่างไร และนำกลับมาสร้างงานด้วยตัวเขาเอง

พอผมเริ่มมีชื่อเสียง เคยมีคนถามลูกศิษย์ว่าเรียนกับอาจารย์จุลพรแล้วเคยเดินป่ากับอาจารย์หรือเปล่า ถ้าใครไม่ได้เดินดูเหมือนจะไม่ผ่านหลักสูตร

ผลจากการที่ผมได้มาสอนมันบังคับให้เราต้องเรียบเรียงและพัฒนาความคิดให้เป็นระบบ

ได้พบกับความหลากหลายของความคิดคนที่จะต้องโต้ตอบกับเรา เด็ก ๑๐ คนก็ ๑๐ แบบ เพราะพื้นฐานแต่ละคนไม่เหมือนกัน

แต่มาทำอะไรในเรื่องเดียวกัน ก็สนุก มันทำให้เราพัฒนาความคิดเรื่องนี้ได้เร็วขึ้น

.
----------------------------------
.
👉 ฝากทิ้งท้าย

หลายคนอยากอยู่บ้านแบบในแมกกาซีน แต่บ้านแบบนั้นมันไม่มีชีวิตจริง ๆ และคุณไม่มีทางอยู่แบบนั้น หนังสือบ้านทำหน้าที่ขายฝันให้เราว่าสักวันหนึ่งเราจะมีบ้านแบบนั้น

ถ้าเราเข้าใจปรัชญาแบบนี้ คนทั้งประเทศต้องกลับมามองตัวเอง เข้าใจว่าการอยู่แบบธรรมดา ๆ มีความงดงามทั้งสิ้น เรามีของดีของเราเอง แต่มักมองไม่เห็น ต้องรอฝรั่งมาบอก

เราขาดความเข้าใจตัวเอง ไม่มีภูมิเรื่องตัวเองพอ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า อาหาร เราใส่แบบฝรั่ง กินแบบฝรั่งก็กลายเป็นมะเร็ง

ที่อยู่อาศัยก็เหมือนกัน พอตอนนี้ฝรั่งกลับมาสนใจความเป็นตะวันออก เราก็ตามเขามา ทั้งที่รากเดิมของเราเป็นอยู่แล้ว

ทุกวันนี้เราพึ่งตัวเองไม่ได้ไปเรื่อย ๆ และมีคนจำนวนหนึ่งชอบให้เราพึ่งตัวเองไม่ได้ เพราะเขาจะได้ขายของ

พวกอุตสาหกรรมชอบให้คนไม่ต้องพึ่งตนเอง เขาจะได้ขายของสำเร็จรูปให้เรากิน ทำเสื้อผ้าสำเร็จรูป บ้านสำเร็จรูป

ระบบคิดแบบนี้สุดท้ายก็ต้องบริโภคเกินความจำเป็น ซึ่งมาจากรากคือเราปรับตัวเองให้เข้ากับธรรมชาติไม่ได้

ผมเชื่อว่าถ้าคนส่วนใหญ่พึ่งตนเองได้ เราจะพบกับหนทางแห่งความยั่งยืนจริง ๆ

ทำไมคนส่วนใหญ่ปรับตัวเองให้เข้ากับธรรมชาติไม่ได้
มันเริ่มจากมายาคติแท้ ๆ แล้วร่างกายเราวิวัฒน์ไปตาม

มายาคติบอกว่าต้องอยู่แบบนี้ถึงจะมีรสนิยม พอลองอยู่ดู ร่างกายก็เสพความสบายแบบนั้นตามไปด้วย

พอร่างกายวิวัฒน์ไป จะกลับไปอยู่อย่างไม่ปิดกั้นธรรมชาติก็กลายเป็นเรื่องลำบากลำบน แต่ความจริงเราฝึกร่างกายเราได้

ผมไปที่ไหน เดี๋ยวนี้ทุกคนนอนห้องแอร์กันหมดแล้ว หาคนไม่นอนห้องแอร์ยากมาก ไปถามรีสอร์ตทั่วประเทศ อยู่ริมทะเล หนาวจะตาย ยังต้องติดแอร์ ชุมพรหรือเชียงราย เหมือนกันหมด

อาหารก็เป็นการออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละท้องถิ่น แต่เราไม่กินอาหารที่ออกแบบมาสำหรับท้องถิ่นเรา ไปกินของอีกท้องถิ่นหนึ่ง ก็เกิดปัญหา

เรื่องอาหารเป็นภูมิปัญญาที่สะสมกันมานาน ทำไมหน้าร้อนต้องกินนี่ ทำไมหน้าหนาวต้องกินนี่ หน้าฝนกินนี่

ธรรมชาติมันออกตามฤดูให้เรากิน ไม่มีนอกฤดู ถ้าเราเก็บตามฤดูกาลมากินเราก็สัมพันธ์กับธรรมชาติได้อย่างเหมาะสม

แม้แต่เรื่องความสะอาด เราก็ต้องสะอาดแบบฝรั่งที่สะอาดจนเกินไป ทำให้เราไม่มีภูมิต้านทาน

ทุนนิยม อุตสาหกรรม ไม่ได้ทำให้เราผาสุกจริงๆ เพราะเขาจะไม่ลดการบริโภค มีแต่หาทางขยายผลผลิต

ถ้าเรากลับมาดูหน่วยเล็กๆ คือตัวเรา วิถีชีวิตเราว่าจะกินอย่างไร อยู่อย่างไร อย่างขี่จักรยาน บอกว่าฝนตกขี่ไม่ได้ ผมเอาเสื้อฝนคลุมก็ขี่ได้ ไม่เห็นมีปัญหา เรื่องไม่นอนห้องแอร์ทุกคนก็ทำได้ ปัญหาคืออยู่ที่จะทำหรือเปล่าเท่านั้นเอง

สิ่งที่ผมพูดมาจากความเข้าใจในธรรมชาติจริง ๆ และผมพูดอย่างไร ตัวผมเองก็ทำอย่างนั้น อยู่กลางแจ้ง ใช้แรงงาน ผมเป็นแบบนั้น

และผมพิสูจน์แล้วว่า...มันดีต่อชีวิต

.
----------------------------------
.

Credit บทสัมภาษณ์ : สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ นิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 337 มีนาคม2556