ผู้นำกว่า 140 ประเทศทั่วโลก ได้เดินทางไปร่วมประชุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้กรอบสนธิสัญญาสหประชาชาติครั้งที่ 21 หรือ COP-21 ที่กรุงปารีสแล้ว เพื่อรับมือกับโลกร้อนหลังปี 2020 ท่ามกลางปัญหาที่ยังต้องเร่งแก้ไขหลากหลายประการ
หลังจากที่ชาวปารีสเพิ่งประสบเหตุโจมตีของกลุ่มก่อการร้ายที่โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้นำกว่า 140 ประเทศทั่วโลก ก็แสดงพลังความเป็นหนึ่งเดียวด้วยการเดินทางไปร่วมประชุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้กรอบสินธิสัญญาสหประชาชาติครั้งที่ 21 หรือ COP-21 ที่กรุงปารีส ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 พ.ย.-11 ธ.ค. ท่ามกลางความหวังที่จะบรรลุเป้าหมายในการรับมือกับสภาพภูมิอากาศโลกให้ได้หลังปี 2020 ทางการฝรั่งเศส ได้ประกาศห้ามเดินรณรงค์ในกรุงปารีส หลังเกิดเหตุโจมตี ก็ทำให้ผู้ชุมนุมที่ต้องการเดินขบวนรณรงค์ต่อต้านโลกร้อนกว่า 10,000 คน ต้องเปลี่ยนมาใช้การรวมตัวเป็นห่วงโซ่มนุษย์แสดงสัญลักษณ์ของความร่วมมือ ด้วยการจับมือและยืนเรียงรายไปตามถนนในกรุงปารีส รวมทั้งมีการนำรองเท้าไปวางที่ลานจตุรัส “ปลาซ เดอ ลา รีพับลิก” เพื่อเป็นตัวแทนของการเดินขบวนครั้งใหญ่อีกด้วย
คณะผู้จัดงานบอกว่า การร่วมวางรองเท้าแสดงให้เห็นถึงการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน และยังเป็นการส่งสัญญาณอันแข็งแกร่ง ก่อนการประชุมสภาพอากาศของสหประชาชาติเริ่มขึ้นในฝรั่งเศส
สำหรับ การประชุม COP-21 ซึ่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็น เป็นเจ้าภาพ มีผู้แทนจากกว่า 190 ชาติเข้าร่วม ซึ่งในจำนวนนี้เป็นประมุขและผู้นำรัฐบาลจาก 147 ชาติ โดยจะมีผู้ร่วมการหารือในเวทีการประชุมกรุงปารีสทั้งหมดราว 4 หมื่นคน ในระหว่างการประชุม ที่ดำเนินเป็นเวลา 11 วัน
วัตถุประสงค์ของการประชุมก็เพื่อร่างข้อตกลงร่วมกันในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน หรือก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นตัวการทำให้โลกร้อน โดยยูเอ็นมีการตั้งเป้าหมายลดอุณหภูมิโลกลง 2 องศาเซลเซียส โดยรัฐบาลชาติต่างๆ จะได้มีการเสนอแผนแห่งชาติในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในระหว่างปี 2020-2030 ต่อที่ประชุม
ทั้งนี้ มีการตั้งเป้าหมายดังกล่าว หลังจากคณะนักวิทยาศาสตร์ของยูเอ็นระบุว่า หากไม่มีการลงมือแก้ไขปัญหาแล้ว อุณหภูมิโลกที่พื้นผิวโดยเฉลี่ยจะเพิ่มสูงอีกราว 4.8 องศาเซลเซียสภายในปี 2100 หรืออีก 85 ปีข้างหน้า ซึ่งสูงกว่าอุณหภูมิโลกก่อนยุคอุตสาหกรรม อุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นนี้จะทำให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรงมากขึ้น และทำให้น้ำทะเลเพิ่มระดับสูง
ด้านนักวิเคราะห์คาดว่า มีโอกาสที่จะเกิดข้อตกลงลดโลกร้อนฉบับใหม่ ที่รอคอยกันมานานในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ หลังจากเกิดเหตุก่อการร้ายในกรุงปารีส ซึ่งกระตุ้นให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีในหมู่ชาติสมาชิกยูเอ็น ระหว่างชาติที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนมากที่สุด เช่น สหรัฐอเมริกา จีน กับชาติที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนน้อยที่สุดในทวีปแอฟริกา
อย่างไรก็ตาม ก่อนการประชุม COP-21 จะเริ่มขึ้น ที่ประชุมประเทศสมาชิกเครือจักรภพในมอลตา ก็ได้มีคำเตือนถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติอันน่าสะพรึงกลัว หากการประชุมที่กรุงปารีส ยังไม่สามารถมีข้อตกลงร่วมกันได้
ประเทศสมาชิกเครือจักรภพจำนวน 53 ประเทศนั้น มากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นประเทศด้อยพัฒนาหรือประเทศเกาะเล็กที่กำลังพัฒนา จึงมีความกังวลอย่างยิ่งต่อภัยการคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ประเทศหมู่เกาะต่างๆ ที่เป็นพื้นที่ราบต่ำ ทั้งในแคริบเบียนและแปซิฟิก จึงได้ออกมาเรียกร้องให้มีจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อควบคุมอุณหภูมิโลกและระดับน้ำทะเลไม่ให้สูงขึ้น เช่นเดียวกับนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ก็ออกมาเรียกร้องให้โลกดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อรักษาระดับอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสตามเป้าหมาย โดยขอให้หาทางออกอย่างประนีประนอม ขณะที่นายโจเซฟ มัสกัต นายกรัฐมนตรีมอลตา ซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุมกล่าวด้วยความเชื่อมั่นว่า การประชุมที่ฝรั่งเศสจะประสบความสำเร็จ
ขณะเดียวกัน ทางด้านประเทศจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด ก็ได้ประกาศ “รายงานประจำปี 2015 เกี่ยวกับนโยบายและปฏิบัติการของจีนในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า ในการประชุม COP-21 ที่กำลังจะมีขึ้นนี้ จีนยินดีที่จะปฏิบัติตามหลักการ “รับผิดชอบด้วยกันตามความสามารถที่แตกต่างกัน” เป็นหลักการเที่ยงธรรม และหลักการปฏิบัติตามความสามารถของตน เพื่อร่วมกันประกันให้ที่ประชุมบรรลุข้อตกลงตามเวลากำหนด
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่าในขณะที่ทั่วโลกต่างเร่งรับมือกับการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหลังปี 2020 หลายฝ่ายจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาที่อาจเป็นอุปสรรคอย่างน้อย 3 ประการคือ
1.เงินทุน ตามข้อตกลง ประเทศพัฒนาแล้วควรให้เงินทุน 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างปี 2010-2012 และในช่วงระหว่างปี 2013-2020 ให้ทุน 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพื่อช่วยประเทศกำลังพัฒนารับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ แต่ “กองทุนสภาพภูมิอากาศสีเขียว” ได้รับเงินทุนเพียง 9,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจนถึงช่วงการประชุมมาลีเมื่อปีที่แล้ว ได้เงินทุนเพียง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
2.ตั้งเป้าหมายระยะยาว การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะในที่ประชุมจะต้องผ่านข้อตกลงระหว่างประเทศ เพื่อควบคุมไม่ให้อุณหภูมิทั่วโลกสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส แต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ สำนักเลขานุการ “กรอบสนธิสัญญา ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ” เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า เมื่อพิจารณาจากข้อมูลเกี่ยวกับคุณูปการด้านสภาพภูมิอากาศหลังปี 2020 ที่ประเทศต่างๆ ยื่นขึ้นก่อนการประชุมปารีสแสดงว่า ประชาคมโลกจะไม่สามารถบรรลุซึ่งเป้าหมายการควบคุมไม่ให้อุณหภูมิสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสได้
3.ฐานะทางกฎหมายของข้อตกลง สหรัฐ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในประเทศที่ก่อมลพิษมากที่สุด มีความเห็นมาโดยตลอดว่า จะไม่กำหนดในสนธิสัญญาระหว่างประเทศในเชิงกฎหมายว่า ในปี 2025 จะลดการปล่อยคาร์บอนประมาณ 26%-28% เมื่อเทียบกับปี 2005
ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ที่ประชุมจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้อย่างเป็นรูปธรรมได้แค่ไหน เพราะอย่างที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐบอกในวันแรกของการประชุมว่า การประชุมครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพื่อช่วยให้เราสามารถควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกินไป เพราะผู้คนทั่วโลกกำลังจับจ้องการประชุมครั้งนี้อยู่นั่นเอง
ที่มา http://www.naewna.com/inter/191729



